การเป็นเจ้าของบ้านหรือคอนโดมิเนียมถือเป็นหนึ่งในเป้าหมายชีวิตที่สำคัญของใครหลายคน แต่ภาระการผ่อนชำระสินเชื่อที่อยู่อาศัยระยะยาว 20 ถึง 30 ปี มักจะมาพร้อมกับภาระดอกเบี้ยที่สูงเกินกว่าที่หลายคนคาดคิด ในช่วง 3 ปีแรกของการกู้ซื้อบ้าน สถาบันการเงินส่วนใหญ่มักจะเสนออัตราดอกเบี้ยโปรโมชันที่ค่อนข้างต่ำ แต่หลังจากพ้นช่วงเวลา 3 ปีแรกไปแล้ว อัตราดอกเบี้ยมักจะปรับตัวสูงขึ้นเป็นอัตราดอกเบี้ยลอยตัว ซึ่งส่งผลให้ยอดเงินที่ผ่อนในแต่ละเดือนถูกนำไปตัดเป็นดอกเบี้ยมากกว่าเงินต้นอย่างเห็นได้ชัด
วิธีที่จะช่วยลดภาระดอกเบี้ยและช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าได้สูงสุดถึงหลักแสนหรือหลักล้านบาท คือการทำ รีไฟแนนซ์ (Refinance) หรือการย้ายสินเชื่อที่อยู่อาศัยไปยังสถาบันการเงินแห่งใหม่เพื่อรับอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลง การเข้าใจขั้นตอน วางแผนอย่างเป็นระบบ และคำนวณค่าใช้จ่ายอย่างรอบคอบ จะช่วยให้ผู้กู้สามารถบริหารจัดการหนี้สินได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด
ทำความเข้าใจการรีไฟแนนซ์บ้านและคอนโดคืออะไร
การรีไฟแนนซ์บ้านและคอนโดมิเนียม คือกระบวนการย้ายวงเงินกู้สินเชื่อที่อยู่อาศัยที่ยังเหลืออยู่จากสถาบันการเงินเดิม ไปยังสถาบันการเงินแห่งใหม่ที่มีข้อเสนอและอัตราดอกเบี้ยที่ถูกกว่า วัตถุประสงค์หลักของการรีไฟแนนซ์คือการลดภาระดอกเบี้ยจ่ายโดยรวม ลดยอดผ่อนชำระต่อเดือน หรือต้องการผ่อนชำระเท่าเดิมเพื่อให้อัตราเงินต้นถูกตัดไปมากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ระยะเวลาในการผ่อนบ้านหมดเร็วขึ้นอย่างมาก
นอกจากนี้ การรีไฟแนนซ์ยังเปิดโอกาสให้ผู้กู้สามารถขอวงเงินกู้เพิ่มเติมจากส่วนต่างของราคาประเมินทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้น เพื่อนำเงินก้อนไปใช้จ่ายในวัตถุประสงค์อื่น เช่น การตกแต่งบ้านเพิ่มเติม การรีโนเวท หรือการนำไปชำระหนี้สินก้อนอื่นที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่า
ข้อดีของการรีไฟแนนซ์ที่มากกว่าการลดดอกเบี้ย
หลายคนอาจมองว่าการรีไฟแนนซ์มีประโยชน์เพียงแค่การประหยัดเงินค่าดอกเบี้ยเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง การบริหารสินเชื่อด้วยวิธีนี้มอบประโยชน์ในหลายมิติทางการเงิน ดังนี้
-
ประหยัดค่าดอกเบี้ยรวมได้หลักแสนบาท: การลดอัตราดอกเบี้ยลงเพียง 1 ถึง 2 เปอร์เซ็นต์ต่อปี เมื่อคำนวณรวมตลอดระยะเวลา 3 ปีถัดไป จะสามารถประหยัดเงินได้อย่างมหาศาล
-
ลดค่างวดผ่อนชำระต่อเดือน: ช่วยเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินในชีวิตประจำวัน หากต้องการปรับลดจำนวนเงินที่ต้องผ่อนจ่ายในแต่ละเดือนให้ต่ำลง
-
ปลดหนี้บ้านได้เร็วยิ่งขึ้น: หากผู้กู้เลือกที่จะจ่ายค่างวดเท่าเดิมหลังจากรีไฟแนนซ์สำเร็จ ส่วนต่างของดอกเบี้ยที่ลดลงจะถูกนำไปตัดเงินต้นทั้งหมด ทำให้หนี้หมดเร็วกว่ากำหนดหลายปี
-
ได้รับวงเงินอเนกประสงค์เพิ่ม: หากราคาประเมินบ้านปรับตัวสูงขึ้น ผู้กู้สามารถขอวงเงินกู้เพิ่มเติมเพื่อนำมาใช้เป็นสภาพคล่องเสริมได้
สัญญาณเตือนที่บอกว่าคุณควรเริ่มวางแผนรีไฟแนนซ์
การเลือกช่วงเวลาที่เหมาะสมในการรีไฟแนนซ์เป็นหัวใจสำคัญอย่างยิ่ง ผู้กู้ควรสังเกตปัจจัยและสัญญาณเตือนทางการเงินต่อไปนี้เพื่อเริ่มเตรียมตัว
-
สัญญาผ่อนชำระกับธนาคารเดิมครบ 3 ปีแล้ว: สัญญาณสินเชื่อส่วนใหญ่ระบุว่า หากไถ่ถอนถอนจำนองก่อนครบ 3 ปี จะต้องเสียค่าปรับประมาณ 3 เปอร์เซ็นต์ของยอดหนี้คงเหลือ ดังนั้นเมื่อครบกำหนด 3 ปีจึงเป็นเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการรีไฟแนนซ์โดยไม่เสียค่าปรับ
-
อัตราดอกเบี้ยปรับตัวสูงขึ้นเป็น MRR หรือ MLR ลบเปอร์เซ็นต์ส่วนลดที่น้อยลง: สังเกตจากใบแจ้งหนี้ประจำเดือน หากเห็นว่ายอดเงินที่ผ่อนไปนั้นเป็นส่วนของดอกเบี้ยเกือบทั้งหมด นั่นคือสัญญาณว่าโปรโมชันดอกเบี้ยต่ำได้หมดลงแล้ว
-
ต้องการรวมหนี้สินที่มีดอกเบี้ยสูง: หากมีภาระหนี้บัตรเครดิตหรือสินเชื่อส่วนบุคคลที่มีดอกเบี้ยสูง การรีไฟแนนซ์เพื่อนำเงินส่วนต่างมารวมหนี้เป็นทางเลือกที่ช่วยลดภาระดอกเบี้ยโดยรวมได้เป็นอย่างดี
ขั้นตอนการเตรียมตัวและการยื่นขอรีไฟแนนซ์อย่างมืออาชีพ
การรีไฟแนนซ์เปรียบเสมือนการยื่นขอสินเชื่อบ้านใหม่อีกครั้ง ดังนั้นการเตรียมความพร้อมทั้งด้านเอกสารและประวัติทางการเงินจึงมีความสำคัญมาก
-
ตรวจสอบสัญญาและเงื่อนไขเดิม: ตรวจสอบวันที่เริ่มสัญญาซื้อขายและจดจำนองกับธนาคารเดิมเพื่อคำนวณวันครบกำหนด 3 ปีอย่างแม่นยำ
-
รักษาประวัติทางการเงินในเครดิตบูโร: หลีกเลี่ยงการค้างชำระค่างวด และไม่ควรสร้างภาระหนี้ใหม่เพิ่มขึ้นในช่วง 6 เดือนก่อนยื่นเรื่องรีไฟแนนซ์
-
เตรียมเอกสารการเงินและเอกสารหลักประกัน: เอกสารสำคัญประกอบด้วยสลิปเงินเดือน หนังสือรับรองเงินเดือน รายการเดินบัญชีธนาคารย้อนหลัง 6 เดือน สำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาบัตรประชาชน และโฉนดที่ดิน
-
เปรียบเทียบโปรโมชันจากหลายสถาบันการเงิน: ติดต่อขอข้อมูลอัตราดอกเบี้ยและเงื่อนไขจากธนาคารอย่างน้อย 3 ถึง 4 แห่ง เพื่อนำมาเปรียบเทียบหาตัวเลือกที่ดีที่สุด
-
ยื่นเอกสารและรอผลการประเมิน: สถาบันการเงินใหม่จะเข้าทำการประเมินราคาหลักประกัน และพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้ของผู้กู้
-
ทำสัญญาและจดจำนอง ณ กรมที่ดิน: เมื่อได้รับการอนุมัติ จะต้องนัดหมายธนาคารเดิมและธนาคารใหม่เพื่อทำเรื่องไถ่ถอนและจดจำนองใหม่
เปรียบเทียบระหว่างการรีไฟแนนซ์และการรีเทนชัน
นอกจากการรีไฟแนนซ์แล้ว ผู้กู้ยังมีอีกหนึ่งทางเลือกคือการ รีเทนชัน (Retention) หรือการขอปรับลดอัตราดอกเบี้ยกับสถาบันการเงินเดิม ทั้งสองทางเลือกมีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน
-
การรีไฟแนนซ์ (Refinance): ได้รับอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าเนื่องจากเป็นโปรโมชันดึงดูดลูกค้าใหม่ และมีโอกาสได้วงเงินกู้เพิ่มเติม แต่ต้องยื่นเอกสารใหม่ทั้งหมด มีขั้นตอนการประเมินบ้านใหม่ และมีค่าใช้จ่ายในการจดจำนองใหม่
-
การรีเทนชัน (Retention): มีความสะดวกสบายสูงมาก ไม่ต้องเตรียมเอกสารใหม่ ไม่ต้องประเมินราคาบ้านใหม่ และไม่มีค่าจดจำนอง 2 เปอร์เซ็นต์ แต่ข้อเสียคืออัตราดอกเบี้ยที่ได้มักจะสูงกว่าการรีไฟแนนซ์เล็กน้อย
การตัดสินใจเลือกระหว่างสองวิธีนี้ ควรนำส่วนต่างของดอกเบี้ยที่จะลดลงได้ มาหักลบกับค่าใช้จ่ายในการดำเนินเรื่องรีไฟแนนซ์ หากส่วนต่างเงินที่ประหยัดได้มากกว่าค่าธรรมเนียมอย่างชัดเจน การรีไฟแนนซ์จะมีความคุ้มค่ามากกว่า
สรุปค่าใช้จ่ายที่ต้องคำนวณก่อนตัดสินใจรีไฟแนนซ์
แม้ว่าการรีไฟแนนซ์จะช่วยประหยัดเงินค่าดอกเบี้ยได้เป็นจำนวนมาก แต่ก็มีค่าใช้จ่ายเริ่มต้นที่ผู้กู้ต้องนำมาคำนวณร่วมด้วยเสมอ เพื่อให้มั่นใจว่าจะได้รับความคุ้มค่าสุทธิสูงสุด
-
ค่าธรรมเนียมจดจำนอง: คิดเป็น 1 เปอร์เซ็นต์ของวงเงินกู้ใหม่ (สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท)
-
ค่าประเมินราคาหลักประกัน: อยู่ที่ประมาณ 2,000 ถึง 4,000 บาท ขึ้นอยู่กับสถาบันการเงิน
-
ค่าประกันอัคคีภัย: จำเป็นต้องจัดทำใหม่ตามกฎหมายเพื่อคุ้มครองหลักประกัน
-
ค่าธรรมเนียมอื่นๆ: เช่น ค่าอากรแสตมป์ 0.05 เปอร์เซ็นต์ของวงเงินกู้ และค่าธรรมเนียมจัดการสินเชื่อของบางธนาคาร
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
1. หากติดแบล็กลิสต์หรือมีประวัติค้างชำระในเครดิตบูโร จะสามารถทำเรื่องรีไฟแนนซ์ได้หรือไม่
การติดประวัติค้างชำระในเครดิตบูโรจะทำให้ความน่าเชื่อถือทางการเงินลดลง ส่งผลให้สถาบันการเงินแห่งใหม่ปฏิเสธการอนุมัติสินเชื่อได้ง่าย ทางออกที่ดีที่สุดคือต้องชำระหนี้ที่ค้างให้หมดสิ้น และรักษาประวัติการชำระเงินให้เป็นปกติอย่างน้อย 1 ถึง 2 ปี ก่อนที่จะยื่นเรื่องขอรีไฟแนนซ์บ้านหรือคอนโดอีกครั้ง
2. การเปลี่ยนมาทำงานเป็นฟรีแลนซ์หรือประกอบธุรกิจส่วนตัว ส่งผลต่อการขอรีไฟแนนซ์อย่างไร
สถาบันการเงินจะพิจารณาความมั่นคงของรายได้เป็นหลัก ผู้ประกอบอาชีพอิสระหรือเจ้าของธุรกิจยังคงสามารถรีไฟแนนซ์ได้ แต่ต้องยื่นเอกสารแสดงที่มาของรายได้ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น เอกสารเสียภาษี รายการเดินบัญชีธนาคารย้อนหลังอย่างน้อย 12 เดือน และสัญญาการจ้างงานหรือทะเบียนการค้า เพื่อพิสูจน์ความสามารถในการชำระหนี้
3. หากทำประกัน MRTA กับธนาคารเดิมไปแล้ว เมื่อรีไฟแนนซ์สามารถเวนคืนเงินประกันได้หรือไม่
ผู้กู้สามารถยื่นเรื่องขอเวนคืนกรมธรรม์ประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ (MRTA) กับบริษัทประกันเดิมเพื่อรับเงินส่วนต่างคืนตามสัดส่วนระยะเวลาที่เหลืออยู่ หรือแจ้งขอย้ายผู้รับประโยชน์ในกรมธรรม์เดิมมาเป็นสถาบันการเงินแห่งใหม่ได้ ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของกรมธรรม์นั้นๆ
4. การกู้ร่วมส่งผลให้ขั้นตอนการทำเรื่องรีไฟแนนซ์ซับซ้อนขึ้นมากน้อยเพียงใด
กระบวนการรีไฟแนนซ์สำหรับการกู้ร่วมจะใช้ขั้นตอนเหมือนกับการกู้คนเดียว แต่ผู้กู้ร่วมทุกคนจะต้องตกลงยินยอมและเตรียมเอกสารทางการเงินครบทุกคนเหมือนตอนกู้ซื้อครั้งแรก หากต้องการถอนชื่อผู้กู้ร่วมออก สามารถทำได้ในขั้นตอนการรีไฟแนนซ์ แต่ธนาคารใหม่จะพิจารณาว่าผู้กู้หลักที่เหลืออยู่มีรายได้เพียงพอในการแบกรับภาระค่างวดเพียงลำพังหรือไม่
5. ในกรณีที่ราคาประเมินบ้านลดลงจากเดิม จะมีผลกระทบต่อวงเงินรีไฟแนนซ์อย่างไร
หากราคาประเมินหลักประกันลดลง สถาบันการเงินแห่งใหม่จะอนุมัติวงเงินกู้สูงสุดตามสัดส่วนของราคาประเมินใหม่เท่านั้น ซึ่งอาจส่งผลให้วงเงินกู้ใหม่ไม่เพียงพอที่จะนำไปชำระหนี้คงเหลือกับธนาคารเดิม ในกรณีนี้ผู้กู้จำเป็นต้องเตรียมเงินสดส่วนต่างมาเติมเพื่อปิดยอดหนี้เดิมให้ครบถ้วน
6. มีข้อจำกัดเรื่องอายุของผู้กู้ในการกำหนดระยะเวลาผ่อนชำระเมื่อรีไฟแนนซ์หรือไม่
สถาบันการเงินมีเกณฑ์กำหนดอายุของผู้กู้รวมกับระยะเวลาผ่อนชำระ โดยทั่วไปต้องไม่เกิน 60 ถึง 65 ปี (หรือสูงสุด 70 ปีสำหรับบางอาชีพเฉพาะทาง) ดังนั้น หากผู้กู้มีอายุมากขึ้นในวันที่รีไฟแนนซ์ ระยะเวลาผ่อนชำระสูงสุดที่ได้รับอาจลดลง ซึ่งจะส่งผลให้ยอดผ่อนชำระต่อเดือนสูงขึ้นตามไปด้วย
7. ควรเริ่มต้นยื่นเรื่องขอรีไฟแนนซ์ล่วงหน้ากี่เดือนก่อนจะครบกำหนดสัญญา 3 ปี
ระยะเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการเริ่มดำเนินการคือประมาณ 2 ถึง 3 เดือนก่อนวันครบกำหนดสัญญา 3 ปี เนื่องจากกระบวนการยื่นเอกสาร การประเมินราคาหลักประกัน และขั้นตอนการอนุมัติใช้เวลาประมาณ 30 ถึง 45 วัน การยื่นเรื่องล่วงหน้าจะช่วยให้สามารถโอนจำนองได้ทันทีเมื่อครบกำหนด พอดีโดยไม่เสียดอกเบี้ยในอัตราลอยตัวที่แพงขึ้น

